Category: Cell Site Analysis

  • การประยุกต์ใช้ Cell Site Analysis ในการสืบสวนอาชญากรรม

    การประยุกต์ใช้ Cell Site Analysis ในการสืบสวนอาชญากรรม

    Subscribe to continue reading

    Subscribe to get access to the rest of this post and other subscriber-only content.

  • การระบุหรือวิเคราะห์ตำแหน่ง (Location)

    การระบุหรือวิเคราะห์ตำแหน่ง (Location)

    ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการระบุหรือวิเคราะห์ตำแหน่ง (Location) โดยอ้างอิงจากเซลล์สัญญาณของสถานีฐาน (Cell Tower) ที่ให้บริการในพื้นที่นั้น ๆ รวมถึงการสำรวจคุณภาพสัญญาณ (RFPS survey) ในบริเวณใกล้เคียง จุดสำคัญของภาพนี้มีรายละเอียดดังนี้

    Incident Location (จุดเกิดเหตุ)

    ตำแหน่งที่ต้องการวิเคราะห์หรือสนใจ (เช่น จุดเกิดเหตุ หรือจุดที่มีการใช้งานโทรศัพท์)
    ในภาพแสดงเป็นจุดเล็ก ๆ ตรงกลาง

    Cell Serves at Location (เซลล์หลักที่ให้บริการจุดนั้น)

    วงกลมที่เล็กที่สุด หรือเส้นประวงเล็ก แสดงขอบเขตของเซลล์หลัก (Main Serving Cell) ที่โทรศัพท์หรืออุปกรณ์จะเชื่อมต่อได้ดีที่สุดที่จุดเกิดเหตุ

    “Cell Serves at location” หมายถึง สถานีฐานที่โทรศัพท์/อุปกรณ์จะเชื่อมต่อในขณะนั้น เนื่องจากมีสัญญาณที่แรงหรือเหมาะสมที่สุด

    Neighbour Cells at Location (เซลล์เพื่อนบ้าน)

    วงกลมอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่า หรือทับซ้อนกัน แสดงขอบเขตการครอบคลุมของเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง (Neighbour Cells)

    ถึงแม้ว่าอุปกรณ์จะเชื่อมต่ออยู่กับเซลล์หลัก แต่ก็ยังสามารถรับรู้หรือวัดค่าความแรงสัญญาณของเซลล์ข้างเคียง (Neighbour Cells) ได้

    การมีเซลล์เพื่อนบ้านหลาย ๆ เซลล์ ทำให้เครือข่ายสามารถบริหารจัดการการส่งต่อสัญญาณ (Handover) เมื่อผู้ใช้เคลื่อนที่ หรือใช้เพื่อช่วยระบุตำแหน่งที่แม่นยำขึ้น

    RFPS Survey Taken in Vicinity

    “RFPS” มักย่อมาจาก Radio Frequency Propagation Survey หรือการสำรวจการแพร่กระจายคลื่นความถี่วิทยุ

    เป็นกระบวนการตรวจวัด/บันทึกค่าความแรงของสัญญาณ (Signal Strength), คุณภาพของสัญญาณ, และพารามิเตอร์อื่น ๆ ในพื้นที่จริง

    จุดประสงค์หลัก คือการยืนยันหรือปรับแต่งข้อมูลการครอบคลุมของสัญญาณ (Coverage) ให้ตรงกับสภาพแวดล้อมจริง เพื่อให้ทราบว่าในพื้นที่นั้น ๆ สัญญาณของแต่ละสถานีฐานเป็นอย่างไร

    เส้นลูกศร “RFPS survey taken in vicinity” ในภาพบ่งบอกว่า มีการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลสัญญาณบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ เพื่อให้ทราบว่าสถานีฐานใดครอบคลุม หรือส่งสัญญาณได้ดีที่สุด ณ จุดนั้น

    ความหมายโดยรวมของการระบุหรือการวิเคราะห์ตำแหน่ง

    1. มีจุดเกิดเหตุ (Incident Location) ที่ต้องการระบุตำแหน่งหรือวิเคราะห์สัญญาณ
    2. มีสถานีฐานหลัก (Cell Tower) ที่ให้บริการสัญญาณหลักแก่จุดดังกล่าว
    3. มีสถานีฐานอื่น ๆ (Neighbour Cells) ที่อาจให้สัญญาณรองหรือสัญญาณทับซ้อน
    4. มีการทำ RFPS Survey เพื่อเก็บข้อมูลสัญญาณในบริเวณจริง ช่วยในการระบุว่า
      • จุดเกิดเหตุอยู่ในขอบเขตของสถานีฐานใด
      • ความแรง/คุณภาพสัญญาณจากสถานีฐานข้างเคียงเป็นอย่างไร
    5. ข้อมูลจากการสำรวจนี้สามารถใช้ในการวิเคราะห์การเชื่อมต่อของโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ได้ เช่น
      • หากต้องการทราบว่าในเวลาที่เกิดเหตุ โทรศัพท์อาจเชื่อมต่อกับสถานีฐานใด
      • ตรวจสอบว่าโครงข่ายรองรับการสื่อสารได้ดีเพียงใดในพื้นที่ดังกล่าว
      • นำไปปรับปรุงคุณภาพเครือข่าย หรือใช้เป็นหลักฐานทางเทคนิคในกรณีที่ต้องวิเคราะห์เหตุการณ์

  • การวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล (Digital Forensics) ด้าน Cell Site Analysis

    การวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล (Digital Forensics) ด้าน Cell Site Analysis

    การวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล (Digital Forensics) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการระบุ, เก็บรักษา, วิเคราะห์ และรายงานหลักฐานดิจิทัลที่พบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสื่อดิจิทัลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการสืบสวนทางอาญาหรือทางแพ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบและยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลดิจิทัล ซึ่งการวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัลมีความสำคัญในการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์และอาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ดิจิทัล

    องค์ประกอบของการวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล

    1. ข้อมูลบันทึกการโทร (Call Detail Records – CDRs)
      เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการวิเคราะห์ตำแหน่งโทรศัพท์มือถือ โดย CDRs จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการโทร, ข้อความ, และการใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อมูลของเสาสัญญาณที่โทรศัพท์เชื่อมต่อ ข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้ในการระบุตำแหน่งที่โทรศัพท์อาจจะเคยอยู่ โดย CDRs ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบังคับใช้กฎหมาย แต่มีไว้เพื่อการเก็บข้อมูลการเรียกเก็บเงินของลูกค้า
      • CDRs สำหรับการโทร/ข้อความ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการโทรและข้อความที่ส่ง รวมถึงเวลาและเสาสัญญาณที่ใช้
      • CDRs สำหรับข้อมูล GPRS ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล เช่น เซสชันอินเทอร์เน็ต โดยสามารถนำไปใช้ในการระบุตำแหน่งที่โทรศัพท์อาจจะอยู่เมื่อมีการใช้งานอินเทอร์เน็ต
    2. ข้อมูลจากอุปกรณ์ (Device Data Records – DDRs)
      คือข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์โดยตรง ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลการใช้งานแอป, ข้อมูล GPS, หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เก็บไว้ในอุปกรณ์
    3. ข้อมูลจากเสาสัญญาณ (Cell Dumps/Tower Dumps)
      เป็นข้อมูลที่แสดงรายการเหตุการณ์ทั้งหมดที่ถูกส่งผ่านเสาสัญญาณหนึ่งๆ ซึ่งอาจรวมถึงเหตุการณ์ของอุปกรณ์หลายชิ้น ข้อมูลนี้มีประโยชน์ในการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายสถานที่และช่วงเวลา แต่มีความเสี่ยงที่จะละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
    4. ข้อมูลตำแหน่งจากเครือข่าย (Network-derived Location Data)
      ข้อมูลที่ได้จากเครือข่ายเอง เช่น ข้อมูล Timing Advance (TA) หรือ Propagation Delay ซึ่งสามารถใช้ในการระบุตำแหน่งของโทรศัพท์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
    5. ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ
      ข้อมูลจากแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น ข้อมูลจาก WhatsApp, ข้อมูลจากผู้ให้บริการแท็กซี่, หรือข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์
    6. การสำรวจคลื่นความถี่วิทยุทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Radio Surveys)
      เป็นการสำรวจเพื่อวัดและบันทึกรายละเอียดของเซลล์ที่สามารถตรวจพบได้ในพื้นที่นั้นๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้จาก CDRs และเพื่อระบุเซลล์ที่โทรศัพท์อาจจะเลือกใช้ ซึ่งการสำรวจนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การสำรวจแบบจุด (Spot Survey), การสำรวจแบบครอบคลุมพื้นที่ (Cell Coverage Survey), หรือการสำรวจตามเส้นทาง (Route Profile Survey)
      • ประเภทของการสำรวจคลื่นความถี่วิทยุ
        • Spot/Location Surveys ทำเพื่อเก็บข้อมูลของเซลล์ที่ให้บริการในตำแหน่งที่กำหนด
        • Local Coverage Surveys สำรวจเพื่อประเมินพื้นที่ครอบคลุมของเซลล์ในบริเวณใกล้เคียง
        • Static Spot Surveys สำรวจในตำแหน่งเดียวเพื่อวิเคราะห์เซลล์ที่สามารถตรวจพบได้ในตำแหน่งนั้น
        • Indoor Surveys สำรวจเพื่อตรวจสอบการครอบคลุมของสัญญาณภายในอาคาร
        • All-Network Profiles สำรวจทุกเครือข่ายและเทคโนโลยีในตำแหน่งที่กำหนด เพื่อเก็บภาพรวมของการครอบคลุมสัญญาณ
        • Cell Coverage Surveys สำรวจเพื่อระบุพื้นที่ที่เซลล์ให้บริการ
        • Route Profile Surveys สำรวจเพื่อเก็บข้อมูลเซลล์ตามเส้นทางที่กำหนด
        • Idle Mode Surveys สำรวจในขณะที่อุปกรณ์อยู่ในสถานะ Idle Mode
        • Connected Mode Surveys สำรวจในขณะที่อุปกรณ์มีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย
    7. การวิเคราะห์ข้อมูล
      ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจคลื่นความถี่วิทยุและ CDRs จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อระบุตำแหน่งที่โทรศัพท์อาจจะเคยอยู่หรือกำลังอยู่ โดยใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์เฉพาะทาง รวมถึงการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้กับข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
    8. การจัดทำรายงาน
      ผลการวิเคราะห์จะถูกนำมาสรุปและจัดทำเป็นรายงานที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้ โดยรายงานอาจจะประกอบด้วยข้อมูลการวิเคราะห์, แผนที่แสดงตำแหน่ง, และคำอธิบายเกี่ยวกับผลการวิเคราะห์

    ข้อจำกัดของการวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล

    • ความไม่แน่นอนของข้อมูล
      ข้อมูลจาก CDRs และข้อมูลตำแหน่งจากเครือข่ายอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป และอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้
    • การเปลี่ยนแปลงของเครือข่าย
      เครือข่ายโทรศัพท์มือถือมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องของการวิเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการสำรวจคลื่นความถี่วิทยุไม่ได้ทำในเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาที่เกิดเหตุ
    • การระบุตัวบุคคล
      ข้อมูลจาก CDRs และการสำรวจคลื่นความถี่วิทยุสามารถระบุตำแหน่งของโทรศัพท์ได้ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ถือโทรศัพท์ในเวลานั้น
    • การหลีกเลี่ยง
      ผู้กระทำผิดอาจใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ เช่น การใช้โทรศัพท์ที่ไม่ลงทะเบียน, การใช้แอปพลิเคชันที่ไม่มีการบันทึกข้อมูล, หรือการใช้เครื่องรบกวนสัญญาณ
    • ข้อจำกัดทางกฎหมาย
      การเข้าถึงและใช้ข้อมูลดิจิทัลต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

    แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด

    • การสำรวจคลื่นความถี่วิทยุ
      ควรทำการสำรวจคลื่นความถี่วิทยุให้เร็วที่สุดหลังจากเกิดเหตุ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมจริงมากที่สุด
    • การเก็บรักษาข้อมูล
      ควรเก็บรักษาข้อมูลดิจิทัลทั้งหมดในรูปแบบเดิม เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ในภายหลัง
    • การวิเคราะห์อย่างรอบด้าน
      ควรวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งและพิจารณาข้อจำกัดต่างๆ อย่างรอบคอบ
    • การใช้ผู้เชี่ยวชาญ
      ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ในการวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัล

    การวิเคราะห์หลักฐานดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสืบสวนและดำเนินคดีอาชญากรรม แต่ต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบในการดำเนินการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

  • เครือข่ายมือถือ (Cellular Network Types) และ ทฤษฎีคลื่นวิทยุ (Radio Theory)

    เครือข่ายมือถือ (Cellular Network Types) และ ทฤษฎีคลื่นวิทยุ (Radio Theory)

    ประเภทเครือข่ายมือถือ (Cellular Network Types)

    ประเภทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือมีการพัฒนามาหลายยุคสมัย โดยแต่ละยุคก็จะมีเทคโนโลยีและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

    • 0G (Zero Generation)
      เป็นเครือข่ายยุคแรกเริ่มก่อนที่จะมีเทคโนโลยีเซลลูลาร์ โดยใช้เครื่องส่งสัญญาณวิทยุขนาดใหญ่เพียงเครื่องเดียวเพื่อให้บริการในพื้นที่กว้าง ตัวอย่างเทคโนโลยีในยุคนี้ ได้แก่ MTS และ IMTS
    • 1G (First Generation)
      เป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยุคแรกที่ใช้เทคโนโลยีอะนาล็อกในการส่งสัญญาณ มีข้อจำกัดในด้านคุณภาพ ความจุ และความปลอดภัย ตัวอย่างเทคโนโลยีในยุคนี้ ได้แก่ AMPS, TACS และ NMT
    • 2G (Second Generation)
      เป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการส่งสัญญาณ มีคุณภาพและความปลอดภัยที่ดีกว่า 1G และรองรับการโรมมิ่ง ตัวอย่างเทคโนโลยีในยุคนี้ ได้แก่ GSM, cdmaOne และ iDEN
      • GSM (Global System for Mobile Communications) เป็นเทคโนโลยี 2G ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ให้บริการด้านเสียง, SMS, แฟกซ์ และข้อมูลแบบ dial-up มีการพัฒนาต่อยอดเป็น GPRS (2.5G) และ EDGE (2.75G) เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล
      • cdmaOne (Code Division Multiple Access) เป็นเทคโนโลยี 2G ที่พัฒนาโดย Qualcomm และใช้ในบางพื้นที่ มีการใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี CDMA2000 ในยุค 3G
      • iDEN (Integrated Digital Enhanced Network) เป็นเทคโนโลยี 2G ที่พัฒนาโดย Motorola ให้บริการทั้งโทรศัพท์และวิทยุสื่อสารแบบกลุ่ม (push-to-talk)
    • 3G (Third Generation)
      เป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เน้นการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ตัวอย่างเทคโนโลยีในยุคนี้ ได้แก่ UMTS, CDMA2000 และ TD-SCDMA
      • UMTS (Universal Mobile Telecommunications System) เป็นเทคโนโลยี 3G ที่ใช้ WCDMA (Wideband Code Division Multiple Access) ในการส่งสัญญาณวิทยุ มีการพัฒนาต่อยอดเป็น HSPA และ HSPA+ เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล
      • CDMA2000 เป็นเทคโนโลยี 3G ที่พัฒนามาจาก cdmaOne มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในบางพื้นที่
      • TD-SCDMA (Time Division Synchronous Code Division Multiple Access) เป็นเทคโนโลยี 3G ที่พัฒนาในประเทศจีน
    • 4G (Fourth Generation)
      เป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เน้นการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงเป็นพิเศษ เทคโนโลยีหลักในยุคนี้คือ LTE
      • LTE (Long Term Evolution) เป็นเทคโนโลยี 4G ที่ใช้ OFDMA (Orthogonal Frequency Division Multiple Access) ในการส่งสัญญาณ มีการพัฒนาต่อยอดเป็น LTE-Advanced และ LTE-Advanced Pro
    • 5G (Fifth Generation)
      เป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยุคใหม่ที่เน้นความเร็วสูงเป็นพิเศษ ความหน่วงต่ำ และรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมาก เทคโนโลยีหลักในยุคนี้คือ NR (New Radio)
      • NR (New Radio) เป็นเทคโนโลยี 5G ที่ใช้ OFDMA ในการส่งสัญญาณ และมีตัวเลือกการใช้งานทั้งแบบ FDD และ TDD มีการพัฒนาต่อยอดเป็น 5G-Advanced

    นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีเครือข่ายอื่นๆ ที่อาจพบในการสำรวจคลื่นความถี่ เช่น WIFI, Bluetooth, Ultra-Wide Band (UWB), Near Field Communication (NFC), IoT (Internet of Things), Low Power Wide Area Networks (LPWAN), และ Satellite Communications Networks

    การทำความเข้าใจประเภทของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือแต่ละประเภท มีความสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นความถี่เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลจากบันทึกการโทร (CDR) เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของโทรศัพท์เป้าหมาย


    ทฤษฎีคลื่นวิทยุ (Radio Theory)

    ทฤษฎีคลื่นวิทยุเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการทำความเข้าใจการทำงานของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โดยคลื่นวิทยุถูกสร้างขึ้นเมื่อมีกระแสไฟฟ้าสลับไหลผ่านเสาอากาศ ซึ่งกระแสสลับนี้จะสร้างสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปรอบๆ เสาอากาศ และเมื่อกระแสสลับนี้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกไปจากเสาอากาศในลักษณะของคลื่นวิทยุ

    • ความถี่ (Frequency)
      คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าสลับ ซึ่งก็คือจำนวนรอบที่คลื่นเคลื่อนที่ครบวงจรต่อวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ (Hz) โดย 1 เฮิรตซ์ หมายถึง 1 รอบต่อวินาที คลื่นวิทยุมีความถี่หลากหลาย ตั้งแต่ความถี่ต่ำมาก (VLF) ที่ใช้ในการสื่อสารกับเรือดำน้ำ ไปจนถึงความถี่สูงมาก (THz) ที่ใกล้เคียงกับแสงอินฟราเรด ความถี่ที่สูงขึ้น มักจะใช้ในการสื่อสารที่ต้องการข้อมูลจำนวนมากและความเร็วสูง
    • ความยาวคลื่น (Wavelength)
      คือระยะทางที่คลื่นวิทยุเคลื่อนที่ได้ในช่วงเวลา 1 รอบคลื่น ความยาวคลื่นมีความสัมพันธ์กับความถี่ โดยความถี่สูงจะมีความยาวคลื่นสั้น และความถี่ต่ำจะมีความยาวคลื่นยาว ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วคลื่นวิทยุ (ความเร็วแสง), ความถี่ และความยาวคลื่น สามารถแสดงได้ด้วยสมการ c = fλ
    • แอมพลิจูด (Amplitude)
      คือความแรงของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งวัดได้จากค่าสูงสุดและต่ำสุดของคลื่น
    • สเปกตรัม (Spectrum)
      คือช่วงความถี่ทั้งหมดที่สามารถใช้ในการส่งคลื่นวิทยุ ซึ่งขยายไปถึงประมาณ 300 GHz หรือสูงกว่านั้นเล็กน้อย
    • แบนด์วิดท์ (Bandwidth)
      คือช่วงความถี่ที่คลื่นวิทยุครอบคลุม ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ความถี่พาหะ แบนด์วิดท์แสดงถึงความกว้างของช่องสัญญาณที่ใช้ในการส่งข้อมูล

    โหมดการแพร่กระจายคลื่น (Propagation Modes)

    คลื่นวิทยุสามารถเดินทางได้หลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับความถี่ของคลื่น

    • คลื่นความถี่ต่ำ (VLF และ LF)
      สามารถเดินทางได้ในระยะทางไกล โดยคลื่นจะแนบไปกับพื้นผิวโลก หรือสะท้อนกับชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์
    • คลื่นความถี่สูง (HF)
      จะเดินทางเป็นเส้นตรง และสามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ไปได้ ซึ่งเหมาะสำหรับการสื่อสารแบบเห็นเส้นตรง (Line of Sight: LOS) เครือข่ายโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ใช้ความถี่ในย่าน UHF และสูงกว่า ซึ่งเป็นคลื่นที่เดินทางแบบ LOS อย่างไรก็ตาม คลื่นเหล่านี้สามารถสะท้อนและหักเหได้ในระยะทางสั้นๆ ทำให้สามารถไปถึงพื้นที่ที่ไม่มีการมองเห็นโดยตรงได้
    • มัลติพาธ (Multipath)
      คือปรากฏการณ์ที่คลื่นวิทยุเดินทางถึงผู้รับด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน ทำให้เกิด “เสียงสะท้อน” หลายชุด ซึ่งอาจจะรวมกันเป็นสัญญาณที่แรงขึ้น หรือหักล้างกันเองทำให้สัญญาณอ่อนลง ปรากฏการณ์มัลติพาธนี้อาจเป็นปัญหาในการสื่อสาร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางมาก
    • การรบกวน (Interference)
      คลื่นวิทยุอาจถูกรบกวนจากแหล่งกำเนิดคลื่นอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้คุณภาพของสัญญาณลดลง

    ระบบส่งสัญญาณ (Transmission Systems)

    • อะนาล็อก (Analogue)
      เป็นระบบส่งสัญญาณที่นำข้อมูลดิบ เช่น เสียง ไปซ้อนทับบนคลื่นพาหะวิทยุโดยตรง ระบบอะนาล็อกมีความไวต่อการรบกวน ทำให้คุณภาพสัญญาณไม่ดีนักเมื่อมีสัญญาณรบกวน
    • ดิจิทัล (Digital)
      เป็นระบบส่งสัญญาณที่แปลงข้อมูลเป็นเลขฐานสอง (0 และ 1) และเข้ารหัสบนคลื่นพาหะวิทยุ การเข้ารหัสนี้สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนความถี่, แอมพลิจูด หรือเฟสของคลื่น ระบบดิจิทัลมีความทนทานต่อการรบกวนมากกว่า และสามารถปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของสัญญาณได้

    คลื่นความถี่วิทยุ (Radio Spectrum)

    • แถบความถี่ (Bands)
      คือช่วงความถี่ที่ถูกกำหนดให้ใช้งานเฉพาะสำหรับการสื่อสารประเภทต่างๆ ซึ่งแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานกำกับดูแลการใช้งานคลื่นความถี่
    • ช่องสัญญาณ (Channels)
      คือช่วงความถี่ที่แคบลงไปอีก ซึ่งใช้ในการส่งข้อมูลของแต่ละเครือข่ายหรือผู้ให้บริการ

    ผลกระทบของความถี่ต่อการแพร่กระจาย (Effects of Frequency on Propagation) โดยทั่วไป คลื่นความถี่ต่ำจะเดินทางได้ไกลกว่าคลื่นความถี่สูง ที่กำลังส่งเท่ากัน คลื่นความถี่ต่ำจะใช้พลังงานน้อยกว่าในการเดินทาง และสามารถเดินทางผ่านสิ่งกีดขวางได้ดีกว่า ในขณะที่คลื่นความถี่สูงจะถูกดูดซับและสะท้อนได้ง่ายกว่า

    การทำความเข้าใจทฤษฎีคลื่นวิทยุเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นความถี่ที่ใช้ในการสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ และเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการแพร่กระจายของคลื่นวิทยุในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

  • การวิเคราะห์เซลล์ไซต์ (Cell Site Analysis)

    การวิเคราะห์เซลล์ไซต์ (Cell Site Analysis)

    การวิเคราะห์เซลล์ไซต์ (Cell Site Analysis) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการระบุตำแหน่งโดยประมาณของโทรศัพท์มือถือ ณ เวลาที่มีการโทรออกหรือรับสาย หรือในกรณีของการสืบสวนสด ก็สามารถใช้เพื่อระบุตำแหน่งปัจจุบันของโทรศัพท์ได้ การวิเคราะห์นี้อาศัยข้อมูลจากบันทึกการโทร (Call Detail Records – CDR) ที่ได้จากผู้ให้บริการเครือข่าย และผลการสำรวจคลื่นวิทยุ (Radio Frequency – RF) ในพื้นที่

    บทความนี้เขียนมาหลังจากได้ศึกษาหนังสือ Cell Site Analysis ตอนแรกก็ชั่งใจว่าจะเขียนเผยแพร่ ดี ไม่ดี กลัวถูกน้อง ๆ ด่าว่า แต่มาคิดอีกทีตอนนี้ความรู้มันทันกันหมด คงเหลือแต่นักสืบที่ยังไม่ทัน เลยต้องตัดสินใจเขียน คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าโทษ 💯✌️

    แนวคิดหลักของการวิเคราะห์เซลล์ไซต์

    • ข้อมูลจาก CDR 
      บันทึกการโทรจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเซลล์ไซต์ที่โทรศัพท์มือถือใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่าย รวมถึงชื่อตำแหน่งและทิศทาง (azimuth) ของเสาอากาศ
    • การระบุตำแหน่ง
      เมื่อทราบตำแหน่งและทิศทางของเซลล์ไซต์ที่ใช้ สามารถกำหนดขอบเขตของพื้นที่ที่โทรศัพท์อาจอยู่ได้
    • การตรวจสอบข้ออ้าง 
      การวิเคราะห์เซลล์ไซต์มักถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบข้ออ้างของบุคคลต้องสงสัย เช่น หากบุคคลนั้นอ้างว่าอยู่ในสถานที่หนึ่ง แต่ข้อมูลการโทรแสดงว่าโทรศัพท์ใช้เซลล์ไซต์ในอีกที่หนึ่ง ก็อาจแสดงว่าข้ออ้างนั้นไม่เป็นความจริง

    การใช้งานและการจำกัดของการวิเคราะห์เซลล์ไซต์

    • การสนับสนุนหลักฐานอื่น
      การวิเคราะห์เซลล์ไซต์มักใช้เพื่อสนับสนุนหลักฐานอื่น ๆ มากกว่าที่จะใช้เป็นหลักฐานเดียวในการเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยกับสถานที่เกิดเหตุ
    • ข้อจำกัดด้านความแม่นยำ
      การวิเคราะห์เซลล์ไซต์ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของโทรศัพท์ได้ แต่จะให้เพียงขอบเขตพื้นที่ที่โทรศัพท์อาจอยู่ นอกจากนี้ การใช้เซลล์ไซต์ที่ให้บริการในพื้นที่หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์นั้นอยู่ในพื้นที่นั้นเสมอไป แต่อาจอยู่ในพื้นที่อื่น ๆ ที่เซลล์ไซต์นั้นครอบคลุม
    • การระบุผู้ใช้งาน
      การวิเคราะห์เซลล์ไซต์จะระบุตำแหน่งของโทรศัพท์เท่านั้น ไม่ได้ระบุตัวตนของผู้ใช้งาน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานอื่น ๆ เพื่อยืนยันว่าโทรศัพท์นั้นเป็นของผู้ต้องสงสัยจริง

    ประเภทของการสำรวจ RF

    • การสำรวจเฉพาะจุด (Spot/Location Surveys)
      ใช้เพื่อตรวจสอบว่าเซลล์ไซต์ใดให้บริการในสถานที่ที่สนใจ เช่น ที่เกิดเหตุหรือที่อยู่ของผู้ต้องสงสัย
    • การสำรวจครอบคลุมทุกเครือข่าย (All-Network Profiles)
      เป็นการสำรวจทุกเครือข่ายและเทคโนโลยีในพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุม
    • การสำรวจพื้นที่ครอบคลุม (Cell Coverage Surveys)
      ใช้เพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่เซลล์ไซต์ให้บริการ
    • การสำรวจตามเส้นทาง (Route Profile Surveys)
      ใช้เพื่อตรวจสอบเซลล์ไซต์ที่โทรศัพท์เลือกใช้ตามเส้นทางที่กำหนด

    การวิเคราะห์เซลล์ไซต์ในรูปแบบรายงาน

    • รายงานฉบับเต็ม (Full Cell Site Report)
      เป็นรายงานที่ละเอียดและครอบคลุมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์
    • รายงานสรุป (Streamlined Forensic Report)
      เป็นรายงานที่กระชับและสรุปประเด็นสำคัญของการวิเคราะห์
    • ตารางสรุปการโทร (Call Schedules)
      เป็นตารางที่รวบรวมข้อมูลการโทรจากโทรศัพท์เป้าหมายในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
    • แผนที่แสดงตำแหน่งเซลล์ไซต์ (Cell Site Maps)
      เป็นแผนที่ที่แสดงตำแหน่งของเซลล์ไซต์และพื้นที่ที่ครอบคลุม

    ข้อควรระวังในการวิเคราะห์เซลล์ไซต์

    • ความไม่แน่นอน
      การวิเคราะห์เซลล์ไซต์มีความไม่แน่นอนในการระบุตำแหน่งที่แน่นอนของโทรศัพท์
    • ความลำเอียง
      ผู้ทำการวิเคราะห์ควรระวังความลำเอียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความลำเอียงในการสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์
    • การตีความที่ผิด
      การตีความผลการวิเคราะห์เซลล์ไซต์ผิดพลาดอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

    การวิเคราะห์เซลล์ไซต์เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการสืบสวนคดีอาญา แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ควรใช้ร่วมกับหลักฐานอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลสรุปที่น่าเชื่อถือ

    สรุปการวิเคราะห์ตำแหน่งโทรศัพท์มือถือ

    เป็นวิธีระบุตำแหน่งมือถือจากการใช้งาน โดยดูจาก

    • ประวัติการใช้เสาสัญญาณ
    • ตำแหน่งและทิศทางของเสา
    • การวัดสัญญาณในพื้นที่จริง

    มีข้อจำกัดสำคัญคือ

    • ระบุตำแหน่งได้เพียงคร่าวๆ
    • ไม่สามารถยืนยันตัวผู้ใช้
    • ต้องใช้ร่วมกับหลักฐานอื่น

    วิธีการทำงานหลักๆ คือ สำรวจสัญญาณในพื้นที่ จัดทำรายงานวิเคราะห์ และต้องระมัดระวังในการตีความผล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด

    เทคนิคการสำรวจคลื่นวิทยุ (Forensic Radio Survey)

    เทคนิคการสำรวจคลื่นวิทยุ (Forensic Radio Survey) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาณวิทยุจากเซลล์ไซต์ต่างๆ ในพื้นที่ที่สนใจ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์เซลล์ไซต์ (Cell Site Analysis). การสำรวจนี้จะช่วยยืนยันหรือหักล้างสมมติฐานเกี่ยวกับการปรากฏตัวของโทรศัพท์มือถือในสถานที่และเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ. โดยทั่วไปแล้ว การสำรวจคลื่นวิทยุจะทำเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ❤️📝

    • เพื่อระบุชุดของเซลล์ที่ให้บริการหรือให้ความครอบคลุมในหรือบริเวณสถานที่หนึ่ง.
    • เพื่อกำหนดขอบเขตการให้บริการของเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง.
    • เพื่อกำหนดความครอบคลุมการให้บริการของชุดเซลล์ตามเส้นทางที่กำหนด.

    ประเภทของการสำรวจคลื่นวิทยุ (Forensic Radio Survey Types)

    • การสำรวจเฉพาะจุด (Spot/Location Surveys)
      เป็นการสำรวจเพื่อเก็บรายละเอียดของเซลล์ที่ให้บริการและไม่ให้บริการในบริเวณใกล้เคียงสถานที่ที่กำหนด โดยทั่วไปจะเลือกสถานที่ที่เป็นที่เกิดเหตุ หรือสถานที่ที่ผู้ต้องสงสัยอาศัย ทำงาน หรืออ้างเป็นสถานที่อยู่. การสำรวจนี้มักใช้เพื่อตอบคำถามว่า “โทรศัพท์เป้าหมาย A สามารถอยู่ที่หรือใกล้กับสถานที่ B ในขณะที่โทร C ได้หรือไม่”.
      • การสำรวจเฉพาะจุดแบบคงที่ (Static Spot Surveys) อาจจำเป็นในบางกรณี เช่น เมื่อมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดว่าผู้ต้องสงสัยยืนอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งและใช้โทรศัพท์.
      • การสำรวจบริเวณใกล้เคียง (Local Coverage Surveys) จะเป็นการสำรวจแบบเดินหรือขับรถในบริเวณรอบๆ สถานที่เป้าหมาย.
    • การสำรวจครอบคลุมทุกเครือข่าย (All-Network Profiles)
      เป็นการสำรวจที่ครอบคลุมทุกเครือข่ายและเทคโนโลยี ณ จุดหรือสถานที่หนึ่ง. การสำรวจนี้มีประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานะของแต่ละเครือข่าย ณ เวลาที่เกิดเหตุ.
    • การสำรวจพื้นที่ครอบคลุม (Cell Coverage Surveys)
      เป็นการสำรวจเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ให้บริการของเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง. โดยจะมีการขับรถไปตามบริเวณต่างๆ เพื่อบันทึกข้อมูลของเซลล์.
    • การสำรวจตามเส้นทาง (Route Profile Surveys)
      เป็นการสำรวจเพื่อแสดงลำดับของเซลล์ที่ให้บริการตามเส้นทางที่กำหนด. โดยมักใช้เพื่อตอบคำถามว่า “การโทร A โดยใช้เซลล์ B สามารถทำได้โดยโทรศัพท์เป้าหมาย C ตามเส้นทางนี้หรือไม่”.

    เทคนิคเพิ่มเติมในการสำรวจ (Additional Survey Techniques)

    • การสำรวจโดยใช้อุปกรณ์หลายเครื่อง (Surveying using Multiple Devices)
      เนื่องจากอุปกรณ์รับสัญญาณวิทยุแต่ละเครื่องมีความคลาดเคลื่อนในการวัด การใช้อุปกรณ์หลายเครื่องในการสำรวจจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้น
    • โปรโตคอลการโทรทดสอบ (Test Call Protocols)
      การโทรทดสอบจะช่วยให้ทราบว่าเซลล์ใดถูกเลือกใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่าย
    • การล็อกไฟล์และการสแกนช่องสัญญาณ (Lock Files and Channel Scans)
      ใช้เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของเซลล์ที่ตรวจพบ รวมถึงเซลล์ที่ไม่ให้บริการ
    • การทดสอบวงโคจร (Orbit Tests)
      ใช้เพื่อกำหนดทิศทางที่แท้จริงของเสาอากาศของแต่ละเซลล์.
    • การล็อกแบนด์ (Band Locks): ใช้เพื่อทำการสำรวจเฉพาะแบนด์ความถี่ที่ต้องการ

    โหมดการสำรวจ (Survey Modes)

    • โหมดพัก (Idle Mode)
      เป็นโหมดที่โทรศัพท์ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่าย แต่ยังคงรับสัญญาณและเลือกเซลล์ที่เหมาะสม. การสำรวจในโหมดนี้สะท้อนสถานะของโทรศัพท์ส่วนใหญ่ในเวลาปกติ.
    • โหมดเชื่อมต่อ (Connected Mode)
      เป็นโหมดที่โทรศัพท์กำลังเชื่อมต่อกับเครือข่าย เช่น ในขณะที่มีการโทรออกหรือรับสาย.

    การเตรียมการสำรวจ (Survey Preparation)

    • ข้อมูลจำเพาะของการสำรวจ (Survey Specifications)
      ผู้สำรวจควรทราบว่าเซลล์ใดที่คาดว่าจะตรวจพบในแต่ละสถานที่หรือเส้นทาง ข้อมูลนี้ได้จากบันทึกการโทรของโทรศัพท์เป้าหมาย.
    • การเตรียมอุปกรณ์สำรวจ (Preparing Survey Devices)
      ผู้สำรวจต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ทำงานได้อย่างถูกต้อง และมีการตั้งค่าที่เหมาะสม.
    • ความปลอดภัยในการสำรวจ (Survey Safety)
      การสำรวจอาจมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย.

    การตรวจสอบและยืนยันผลการสำรวจ (Survey Results: Checking and Confirmation)

    • ผู้สำรวจควรตรวจสอบผลการสำรวจกับรายการเซลล์เป้าหมาย หากตรวจพบเซลล์ทั้งหมดในรายการ แสดงว่าการสำรวจนั้นประสบความสำเร็จ.
    • หากตรวจไม่พบเซลล์บางเซลล์ ผู้สำรวจอาจใช้เทคนิคการล็อกช่องสัญญาณหรือเซลล์เพื่อดูว่าเซลล์นั้นยังคงใช้งานอยู่หรือไม่.

    การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล (Storage of Survey Data)

    • ควรบันทึกและจัดเก็บข้อมูลการสำรวจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้.
    • ข้อมูลการสำรวจยังสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างฐานข้อมูลประวัติการสำรวจ ซึ่งมีประโยชน์ในการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของเครือข่าย.

    อุปกรณ์สำรวจ (Survey Equipment) 

    อุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจคลื่นวิทยุมีหลายประเภท แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

    • อุปกรณ์จำลองโทรศัพท์ (Phone Emulators)
      เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานเหมือนโทรศัพท์มือถือทั่วไป มี SIM card สามารถโทรออกและรับสายได้. ตัวอย่างอุปกรณ์เช่น CSurv, NEMO Handy และ TEMS Pocket.
    • เครื่องสแกน (Scanners/SDRs)
      เป็นอุปกรณ์ที่สามารถสแกนคลื่นความถี่ได้หลากหลายและตรวจจับเซลล์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้. ตัวอย่างอุปกรณ์เช่น QRC ICS และ Gladiator GAR.

    ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม

    • ผลการสำรวจคลื่นวิทยุเป็นการเก็บตัวอย่าง ณ เวลาที่ทำการสำรวจ ไม่สามารถรับประกันได้ว่าสภาพคลื่นวิทยุในอดีตจะเป็นเช่นเดียวกัน. ดังนั้น ควรทำการสำรวจให้เร็วที่สุดหลังจากเกิดเหตุการณ์.
    • การสำรวจในพื้นที่ที่มีสัญญาณอ่อน อาจทำให้พบเซลล์ที่ให้บริการหลายเซลล์ ซึ่งอาจตีความผิดได้ว่าพื้นที่นั้นมีสัญญาณดี.
    • ควรใช้ข้อมูลการสำรวจคลื่นวิทยุร่วมกับข้อมูล CDR ในการวิเคราะห์เพื่อความถูกต้อง.

    การสำรวจคลื่นวิทยุเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการวิเคราะห์เซลล์ไซต์ โดยให้ข้อมูลที่จำเป็นในการยืนยันหรือหักล้างสมมติฐานเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของโทรศัพท์มือถือ การสำรวจนี้มีหลายประเภทและเทคนิค ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการสืบสวน

    สรุปการสำรวจสัญญาณมือถือ

    คือการเก็บข้อมูลจากเสาสัญญาณเพื่อยืนยันตำแหน่งของมือถือ โดยมีจุดประสงค์

    • ตรวจสอบว่าเสาไหนให้บริการในพื้นที่
    • วัดระยะครอบคลุมของแต่ละเสา
    • ดูการใช้เสาตามเส้นทาง

    วิธีการสำรวจทำได้หลายรูปแบบ

    • สำรวจจุดเดียว (ที่เกิดเหตุ/บ้านผู้ต้องสงสัย)
    • สำรวจทุกเครือข่าย
    • สำรวจพื้นที่ให้บริการ
    • สำรวจตามเส้นทาง

    ใช้อุปกรณ์ 2 ประเภท

    • เครื่องจำลองมือถือ
    • เครื่องสแกนสัญญาณ

    ข้อสำคัญ ต้องสำรวจเร็วที่สุดหลังเกิดเหตุ และใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อความแม่นยำ

  • Cell Sites (สถานีฐาน) / Antennas & Azimuths (เสาอากาศและมุมแอซิมัท)

    Cell Sites (สถานีฐาน) / Antennas & Azimuths (เสาอากาศและมุมแอซิมัท)

    วันนี้ได้มีโอกาส นั่งศึกษาหนังสือเกี่ยวกับการวิเคราะห์ Cell Site Analysis เลยอยากมากเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่อง “สถานีฐาน” (Cell Sites) ในระบบโทรศัพท์มือถือ จะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายนะครับ ไม่รู้จริงไม่..😊🤣

    Cell Sites (สถานีฐาน)

    Cell Sites (สถานีฐาน) หรือที่เรียกว่า “cell towers” (เสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ) คืออะไร?
    สถานีฐานหรือที่เราเห็นเป็นเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นจุดที่ช่วยให้โทรศัพท์มือถือของเราสามารถติดต่อกับเครือข่ายได้ เปรียบเหมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างมือถือกับระบบเครือข่ายหลัก

    สถานีฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง?

    1. Base Station (สถานีฐาน) อุปกรณ์ควบคุมการสื่อสาร
    2. Radio Antennas (เสาอากาศวิทยุ) เสาอากาศสำหรับรับ-ส่งสัญญาณ
    3. Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) อุปกรณ์พื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างสำหรับติดตั้ง

    แล้วสถานีฐานมีกี่แบบ? 🤣

    1. Omnidirectional Site แบบส่งสัญญาณรอบทิศทาง ส่งสัญญาณครอบคลุมรอบตัวเสา 360 องศา
    2. Sectorised Site แบบแบ่งโซน ส่งสัญญาณเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด ทำให้สัญญาณแรงขึ้นและมีสัญญาณรบกวนน้อยลง
    3. Hybrid Site แบบผสม รวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน

    ขนาดพื้นที่ให้บริการของสถานีฐาน

    • ขนาดใหญ่ ครอบคลุม 1-20 กิโลเมตร มักติดตั้งบนที่สูง
    • ขนาดกลาง ครอบคลุม 100 เมตร – 1 กิโลเมตร ใช้ในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น
    • ขนาดเล็ก ครอบคลุม 20-500 เมตร ใช้ในอาคารหรือห้างสรรพสินค้า
    • ขนาดเล็กมาก ครอบคลุม 10-20 เมตร ใช้ในบ้านหรือสำนักงาน

    การระบุตำแหน่งสถานีฐาน
    สถานีฐานแต่ละแห่งจะมีรหัสประจำตัว 2 แบบ:

    1. รหัสระยะใกล้: ใช้ระบุสถานีฐานในบริเวณใกล้เคียง
    2. รหัสสากล: ใช้ระบุสถานีฐานทั่วโลกโดยไม่ซ้ำกัน

    ความสามารถในการรองรับผู้ใช้งาน
    ขึ้นอยู่กับจำนวนช่องสัญญาณที่มี โดยจะระบุเป็นตัวเลข เช่น:

    • 1+1+1 หมายถึง สถานีฐานที่แบ่งเป็น 3 โซน โซนละ 1 ช่องสัญญาณ
    • 2+2+2 หมายถึง สถานีฐานที่แบ่งเป็น 3 โซน โซนละ 2 ช่องสัญญาณ

    การวิเคราะห์ Cell Site (สถานีฐาน)

    คือการติดตามตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือ โดยดูจากประวัติการใช้งานและความแรงของสัญญาณ

    Antennas & Azimuths (เสาอากาศและมุมแอซิมัท)

    Antennas เสาอากาศในระบบมือถือคืออะไร? 😗

    เสาอากาศเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรับ-ส่งสัญญาณระหว่างเสาสัญญาณกับโทรศัพท์มือถือ โดยจะมีตัวรับ-ส่งสัญญาณหลายตัววางซ้อนกันในแนวตั้ง เพื่อส่งสัญญาณไปในทิศทางที่ต้องการ

    ลักษณะการทำงานของเสาอากาศ

    1. Horizontal Coverage (การครอบคลุมในแนวนอน) ส่งสัญญาณในแนวนอนเป็นรูปคล้ายใบโคลเวอร์เมื่อมองจากด้านบน
    2. Horizontal Coverage Arc (ส่วนโค้งของการครอบคลุมในแนวนอน) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 130 องศา (สำหรับเสาที่แบ่งเป็น 3 ส่วน)
    3. Vertical Beamwidth (ความกว้างของลำแสงในแนวตั้ง) ส่งสัญญาณในแนวนอนเป็นหลัก ส่งในแนวตั้งน้อยมาก

    ขนาดของเสาอากาศ

    • Low band แบบความถี่ต่ำ -> สูง 1-2 เมตร ใช้กับคลื่น 700-900 MHz
    • Mid-band แบบความถี่กลาง -> สูงไม่เกิน 1 เมตร ใช้กับคลื่น 1-6 GHz
    • High band แบบความถี่สูง -> สูง 30-50 ซม. ใช้กับคลื่น 5G ที่สูงกว่า 6 GHz

    Azimuths (มุมแอซิมัท) เรื่องมุมในการส่งสัญญาณ

    • มุมแอซิมัท คือมุมที่วัดจากทิศเหนือตามเข็มนาฬิกา
    • ทิศเหนือ = 0 องศา
    • ทิศตะวันออก = 90 องศา
    • ทิศใต้ = 180 องศา
    • ทิศตะวันตก = 270 องศา

    การใช้มุมในเสาสัญญาณ

    • เสาที่แบ่งเป็น 3 ส่วนมักจะตั้งมุมห่างกัน 120 องศา
    • เช่น ถ้าเสาแรกชี้ไปทิศเหนือ (0 องศา) เสาที่เหลือจะชี้ไปที่ 120 และ 240 องศา
    • ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าโทรศัพท์อยู่ในบริเวณไหนของเสาสัญญาณ

    การเอียงของเสา

    1. Downtilt เอียงลง ทำให้สัญญาณพุ่งลงพื้น ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เสา
    2. Uptilt เอียงขึ้น ทำให้สัญญาณพุ่งขึ้นฟ้า ครอบคลุมพื้นที่ไกลออกไป

    Centroids จุดศูนย์กลางของสัญญาณ
    ผู้ให้บริการบางรายจะคำนวณจุดที่น่าจะมีสัญญาณดีที่สุด และบอกรัศมีที่มีโอกาสพบโทรศัพท์ในแต่ละระยะทางจากจุดนั้น